ยาประคบ


การนวดประคบ


การนวดเหยียบเหล็กแดง


การนวดดัด


การบริหารฟื้นฟูสมรรถภาพ
การบำบัดรักษาโรค

          ด้านการบำบัดรักษาของท่านพระครู เป็นการผสมผสานศาสตร์ต่างๆเข้าด้วยกัน คือ แพทย์ศาสตร์ พุทธศาสตร์ และไสยศาสตร์ โดยท่านจะเลือกใช้ให้สอดคล้องกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง

การบำบัดทางแพทยศาสตร์
     
       ## 1.
การใช้ยาไทย

       1.1 ยาต้ม (ยาหม้อ) มีอยู่หลายขนาน ที่ใช้บ่อยมีประมาณ 7 ขนาน ส่วนใหญ่เป็นตำรับยาที่ได้มาจากตำราสมุดข่อย เมื่อใช้ได้ผลก็นำมาจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นตำราที่ใช้บ่อย ตัวยาสมุนไพรที่ใช้บ่อย ทางวัดจะจัดหามาเก็บไว้ในห้องเก็บยา การจัดยาสมุนไพรมีทั้งเก็บหาจากธรรมชาติที่ต้องซื้อจากร้านขายยาก็มีไม่น้อย บางครั้งผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วนำมาถวายก็มี
       1.2 ยาลูกกลอน ได้จากการบดสมุนไพรให้เป็นผง แล้วนำไปปั้นกับน้ำผึ้งป่า การบดยาทางวัดไม่สามารถทำได้เอง ต้องจ้างวานร้านขายยาในเมืองบดให้ สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเดือนละไม่น้อย
       1.3 ยาน้ำมัน ได้จากการเคี่ยวสมุนไพรที่บดแล้วกับน้ำมันมะพร้าว  ใช้พ่นรักษาโรค ทาแผลทาถู
ประกอบการนวด กินรักษาโรคกระเพาะ และหยอดยาแก้ตาช้ำ ตัวยาที่ใช้ประกอบด้วยไพล ใบไผ่ สีสุก น้ำคั้นจากผักเป็ดแดง เป็นต้น
       1.4 ยาประคบ ได้จากการตำสมุนไพรจนแหลก แล้วห่อด้วยผ้าขาวเป็นลูกประคบ เวลาใช้ให้นำไปอังไอน้ำบนกาน้ำร้อนบนเตาไฟ เมื่อลูกประคบร้อนดีแล้ว จึงนำไปประคบตามส่วนต่างๆของร่างกายผู้ป่วย การใช้ยาประคบให้ผลทั้งจากความร้อนและจากตัวยา ที่ซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายซึ่งจะช่วยให้เส้นเอ็นหย่อน เลือดลมเดินสะดวก
       1.5 ยาอบไอน้ำสมุนไพร ได้จากการนำสมุนไพรหลายๆชนิด เช่น ไพล ขมิ้นชัน ตะไคร้ จันทร์แดง ฯลฯ ไปต้มรวมกันในภาชนะขนาดใหญ่ แล้วต่อท่อให้ไอน้ำร้อนเข้าไปสู่ห้องอบ การอบไอน้ำสมุนไพรช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก ทำให้ระบบการหายใจดีขึ้นและผิวหนังเต่งตึง

         ## 2.
การนวดไทย

      2.1
การนวดโดยใช้อวัยวะต่างๆของผู้นวด ได้แก่ นิ้วมือ มือ ศอก เท้า โดยวิธี กด คลึง บีบ ทุบ สับ ตามร่างกายของผู้ป่วย โดยอาจใช้ร่วมกับน้ำยา น้ำมัน หรือยาประคบ การนวดแบบนี้แบ่งได้เป็น 2 แบบคือ ท่าเชลยศักดิ์  ใช้นวดกับบุคคลธรรมดาทั่วไป ( ส่วนมากจะใช้ท่านี้ ) และ ท่าราชสำนัก  ใช้กับเจ้านายที่มีศักดิ์สูงกว่า ( ใช้มือนวดอย่างเดียว )         
        2.2 การนวดเหยียบเหล็กแดง เป็นการนวดโดยใช้ส้นเท้าของผู้นวดทาด้วยน้ำมันงา แล้วใช้ส้นเท้าเหยียบบนเตาไฟ ซึ่งมีแผ่นเหล็กร้อนวางอยู่ข้างบน เมื่อใช้ส้นเท้าไปกดนวดผู้ป่วยก็จะได้ผลทั้งจากการนวดกดและความร้อนในคราวเดียวกัน การนวดด้วยวิธีนี้ ผู้นวดจะต้องได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี  เพื่อให้สามารถควบคุมน้ำหนักความแรงของการกด โดยต้องรู้จักการประคองตัวบนราวไม้ไผ่ ให้สามารถผ่อนแรงหรือเพิ่มแรงกดได้ตามต้องการ การนวดเหยียบเหล็กแดง จะใช้ในกรณีที่มีการนวดด้วยมืออย่างเดียวไม่ได้ผล การใช้เวลาในการนวดน้อยหรือมาก แล้วแต่อาการของผู้ป่วย และจะทำการนวดทุกวัน ยกเว้นวันพระ เพราะเชื่อว่าจะแสลงกับตัวผู้ป่วย ไม่ดี ผู้ที่ทำทำการนวดให้จะต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น เพราะเป็นความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์อย่างหนึ่ง
       2.3 การดัด เป็นการยืดเส้นช่วยให้เส้นหย่อน มักจะทำไปพร้อมกับการนวด
       2.4 การบริหารเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ เป็นการฝึกให้ผู้ป่วยบริหารกาย ทั้งที่หมอนวดเป็นผู้กระทำให้ และผู้ป่วยเป็นผู้ทำเองโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ หรือใช้เครื่องมือง่ายๆซึ่งทำขึ้นเอง

       ## 3. การรักษาโรคกระดูก มีการรักษาบ้าง โดยการเข้าเผือกไม้ ใช้ยาน้ำมัน

       ## 4. การบำบัดทางพุทธศาสตร์ เป็นการประยุกต์เอาหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนามาใช้ โดยเฉพาะการให้ทาน รักษาศีล ละเว้นอบายมุข การสวดมนต์ทุกวันพระ ซึ่งจะช่วยบ่มเพาะจิตใจให้ผ่องใส ช่วยให้ร่างกายหายจากโรคร้ายได้เร็วขึ้น

        ## 5. การบำบัดทางไสยศาสตร์
ได้แก่ การพ่นน้ำมนต์ การเป่าคาถา รดน้ำมนต์ รวมทั้งการทำพิธีดับพิษไฟก่อนการเหยียบเหล็กแดง โดยการดื่มและพ่นน้ำมนต์บนเตาเหล็ก
จะเห็นได้ว่า การบำบัดรักษาของวัดหนองหญ้านาง นอกจากจะรักษาโรคทางกายโดยใช้ยาไทยแล้ว ยังให้ความสำคัญกับจิตใจ ศรัทธาความเชื่อของผู้ป่วยด้วย การที่ชาวบ้านมีความเชื่อทางพุทธศาสนาผสมกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ ซึ่งเป็นความเชื่อที่สืบทอดมาช้านาน จนเป็นพื้นฐานที่สำคัญของโครงสร้างของจิตใจนั้น นับเป็นประเด็นสำคัญที่จะละเลยไม่เสียมิได้ การใช้วิธีการพุทธศาสนาและไสยศาสตร์ จึงเป็นการเข้าถึงโครงสร้างทางจิตใจนั้นได้เป็นอย่างดี แม้ว่าบางครั้งคนสมัยใหม่จะมองว่าไสยศาสตร์เป็นเรื่องงมงายไร้สาระ แต่หากสามารถนำไสยศาสตร์มาใช้ให้ถูกต้องแล้วเกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วย ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม